Friday, September 4, 2026

The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

 




 พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

https://www.mebmarket.com/p/thongbai


Thursday, September 3, 2026

พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb

 




พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb    https://www.mebmarket.com/p/thongbai

Monday, October 19, 2009

Apartheid (Apartness)

การถือผิว(การแยกสีผิว)

นโยบายอย่างเป็นทางการของประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ที่จะแยกคนต่างผิวออกจากกัน โดยใช้วิธีออกกฎหมายเลือกปฏิบัติอย่างเปิดเผย นโยบายนี้ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนกลุ่มน้อยชาวยุโรปสามารถควบคุมรัฐนี้อยู่ตลอดกาล ทั้ง ๆ ที่ประชากรของแอฟริกาใต้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 31 ล้านคนนั้น เป็นคนแอฟริกัน (ผิวดำ) ประมาณถึง 71 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนยุโรป (ผิวขาว) แค่ 13 เปอร์เซ็นต์ คนผิวสี (เลือดผสม)13 เปอร์เซ็นต์ และคนเอเชีย 3 เปอร์เซ็นต์ ประเทศแอฟริกาใต้นี้ เป็นประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจแล้ว มีผลผลิตรายได้ประมาณหนึ่งในสามของรายได้รวมของทวีปแอฟริกา ทั้ง ๆ ที่มีพื้นที่เพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทวีป และมีประชากรเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งทวีป

ความสำคัญ ความโหดร้ายทารุณของการปกครองโดยคนผิวขาวนี้ ได้นำไปสู่ความรุนแรงที่พร้อมจะ ระเบิดกลายเป็นการนองเลือดได้ทุกขณะ การคัดค้านจากภายนอกโดยการนำของประชาชาติแอฟริกัน-เอเชีย เป็นตัวกระตุ้นให้ต่างชาติเข้าแทรกแซง และทำให้สถานการณ์ในแอฟริกาใต้เป็นกระทู้สดในสหประชาชาติอยู่เสมอ ถึงแม้ว่านโยบายการแยกผิวนี้จะถูกประณามจากมติโลก แต่ทว่าความพยายามทั้งหลายทั้งปวงที่จะใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อต้านนโยบายนี้ กลับล้มเหลวมาตลอด ความตึงเครียดทั้งภายในและภายนอกที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี้ได้ทำการคุกคามสันติภาพทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลกด้วย

==============================

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Charismatic Leadership

ภาวะผู้นำที่มีบารมี

ภาวะผู้นำที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ คือ เป็นผู้มีบารมีเหมือนกับพระผู้มาโปรด สามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น และในขณะเดียวกันก็ได้รับการเคารพนบนอบจากประชาชนพร้อม ๆ กันด้วย ภาวะผู้นำที่มีบารมีนี้ มักจะมีแนวโน้มไปในทางที่จะผสมผสานเข้ากับความรู้สึกทางชาตินิยม และจะกลายเป็นเอกลักษณ์หรือเป็นสัญลักษณ์ของรัฐไปด้วย ผู้นำที่มีบารมีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชาติที่เกิดใหม่ทั้งหลาย ในสายตาของผู้ตามหรือผู้สวามิภักดิ์จะมีลักษณะเป็นตัวแทนของสัจธรรม เป็นผู้ไม่มีความหวั่นกลัวใด ๆ มีความทะเยอทะยานเหนือคนธรรมดาสามัญ และได้ถูกเลือกตัวให้มาชี้นำชะตากรรมของชาติ ภาวะผู้นำที่มีบารมีตามที่ว่ามานี้ สามารถพบได้ในบุคคลสำคัญ ๆ อย่างเช่น ยาวะหะลาล เนห์รู แห่งอินเดีย เหมาเจ๋อตุง แห่งจีน อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ แห่งเยอรมนี และอยาตอลลาห์ โคไมนี แห่งอิหร่าน เป็นต้น

ความสำคัญ ภาวะผู้นำที่มีบารมีนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่มักจะโยงใยไปถึงการสร้างชาติ และการเกิดความรู้สึกทางชาตินิยม จะปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศที่กำลังพัฒนา ที่มีลักษณะพิเศษ คือคนไม่รู้หนังสือ มีความยากจน และไม่มีประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนเป็นหลักเป็นฐานอะไร ซึ่งในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ว่ามานี้ ภาวะผู้นำที่มีบารมีนี้ จะมีลักษณะเป็นคนดี เป็นบิดาของคนในชาติ อย่างไรก็ดี เมื่อการคาดหวังของประชาชนมีเพิ่มสูงขึ้นและมีการเรียกร้องความต้องการของคนต่อรัฐบาลมากขึ้น ๆ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้นำเหล่านี้หันไปหาค่านิยมแบบใช้อำนาจ และจะใช้วิธีนี้เข้าแก้ปัญหาต่าง ๆ และผลที่ติดตามมา ก็คือ เกิดระบบการปกครองแบบเผด็จการที่ยึดตัวบุคคลเป็นหลัก ครั้นเมื่อผู้ปกครองหันมาใช้มาตรการบีบบังคับมากขึ้น ๆ และเกิดการสูญเสียลักษณะสัญลักษณ์การเป็นผู้นำของการปฏิวัติไป ก็จะเกิดการรัฐประหารขึ้นมาล้มล้างอำนาจ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศกานาและอินโดนีเซีย

=========================

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Colonialism

ลัทธิล่าอาณานิคม

การปกครองดินแดนและประชากร โดยอำนาจอธิปไตยภายนอก เป็นการดำเนินนโยบายลัทธิจักรวรรดินิยม ในทางประวัติศาสตร์นั้น ลัทธิล่าอาณานิคมนี้มีอยู่หลัก ๆ 2 แบบคือ (1)ลัทธิล่าอาณานิคมที่มีการอพยพผู้คนจากประเทศเมืองแม่เข้าไปเป็นกลุ่มทางการเมืองใหม่ในดินแดนที่ห่างไกลไม่ได้มีพรมแดนติดกับเมืองแม่ และ (2) ลัทธิล่าอาณานิคมที่เข้าไปบังคับใช้กฎเกณฑ์การปกครองเหนือคนพื้นเมืองที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีน้อยในทวีปเอเชียและแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม จะมีการตั้งอาณานิคมขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการทหาร ความก้าวหน้าทางการเศรษฐกิจและเกียรติภูมิระหว่างประเทศของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมนั้น

ความสำคัญ การต่อต้านสัมพันธภาพระหว่างผู้สูงส่งกับผู้ต่ำต้อย และลัทธิเหยียดผิวที่ปรากฏอยู่ในลัทธิล่าอาณานิคม ได้ก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยมขึ้นในหมู่ประชาชนที่ตกเป็นอาณานิคมในทวีปเอเชีย และทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นพลังต่อต้านที่ยากจะต้านทานได้ในการเมืองโลกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ ได้บ่งบอกออกมาให้คนพื้นเมืองได้เห็นว่าพวกจักรวรรดินิยมผิวขาวไม่มีคุณสมบัติยืนยงคงกระพันติดตัวมาแต่กำเนิดอย่างที่เคยคุยโวโอ้อวดต่อไปแล้ว ประจักษ์พยานในข้อนี้ก็คือการที่กองทัพญี่ปุ่นสามารถมีชัยชนะพวกผิวขาวชาวตะวันตกนี้ในช่วงต้น ๆ ของสงคราม นอกจากนี้แล้วพวกมหาอำนาจล่าอาณานิคมหลายชาติในเอเชียต่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในสงครามครั้งนี้ไปตาม ๆ กัน จึงได้สมัครใจที่จะมอบเอกราชให้แก่อาณานิคมเหล่านี้ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องยอมให้เอกราชเนื่องเพราะผลมาจากการใช้ความรุนแรงเข้าต่อต้านของพวกคนพื้นเมือง ขบวนการเรียกร้องเอกราชต่างก็ได้เกิดขึ้นโดยมีแรงกระตุ้นมาจากหลักการทั้งหลาย ที่ระบุอยู่ในปฏิญญาว่าด้วยดินแดนที่ยังไม่ได้ปกครองตนเองของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งได้ใช้เป็นข้ออ้างเป็นความชอบธรรมที่จะเรียกร้องเอกราช เมื่อถึง ค.ศ. 1960 ได้เกิดชาติใหม่ ๆ ขึ้นมาทำให้สหประชาชาติมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นสองเท่าตัว จึงช่วยให้การโจมตีต่อลัทธิล่าอาณานิคมมีพลังเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในปีเดียวกันนี้เองสมัชชใหญ่สหประชาชาติได้ยอมรับปฏิญญาว่าด้วยการให้เอกราชแก่ประเทศอาณานิคมและประชาชนในอาณานิคมนั้น ๆ และในปีถัดมา สมัชชาฯ นี้ก็ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยการปลดปล่อยอาณานิคมเพื่อทำให้หลักการเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาให้จงได้ กระแสของขบวนการเรียกร้องเอกราชนี้ได้เริ่มขึ้นในเอเชียแล้วก็ได้ไหลบ่าเข้าสู่ทวีปแอฟริกา เมื่อช่วงปลายทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1950 และในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ.1960 ซึ่งก็ได้ส่งผลให้มีชาติเกิดขึ้นมาใหม่ในระบบรัฐอีกจำนวนมาก ดินแดนของโปรตุเกส คือ แองโกลา และโมแซมบิก ดินแดนของโปรตุเกส คือ กินี ตลอดจนดินแดนในอาณัติของสันนิบาตชาติ คือ แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ (นามิเบีย) ต่างก็ได้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของความพยายามที่จะปลดปล่อยอาณานิคมของสันนิบาตชาติ เมื่อรัฐที่อดีตเคยเป็นอาณานิคมเหล่านี้ มีจำนวนมากเป็นประเทศส่วนใหญ่ในสมัชชาใหญ่ ก็ได้ช่วยกันหันเหความสนใจของสหประชาชาติไปสู่ปัญหาของการพัฒนาทางการเมือง การสังคม และการเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี แนวความคิดเกี่ยวกับลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่ ที่กลัวว่าชาวตะวันตกจะกลับมายึดอาณานิคมใหม่ได้ก่อให้เกิดการประดักประเดิดในหมู่ประเทศที่เกิดใหม่เหล่านี้ คือ เมื่อประเทศเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือจากอดีตเจ้าอาณานิคมของตน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้อดีตเจ้าอาณานิคมเหล่านี้เข้ามาแทรกแซงในกิจการภายในของพวกตน กระนั้นก็ตาม การเปลี่ยนแปลงคนมากกว่าพันล้านคน และดินแดนอาณานิคมอีกหลากหลาย ให้ได้รับเอกราชและได้เป็นรัฐที่สมบูรณ์แบบนี้ ได้เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าการได้เอกราของชาติเกิดใหม่เหล่านี้ ก็มักจะเป็นผลให้คนหมู่มากทำการบีบบังคับให้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ยอมรับอธิปไตยของรัฐใหม่ไปด้วยโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ปัญหาของคนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามรัฐที่เกิดขึ้นใหม่นี้ มีผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศตามส่วนต่าง ๆ ของโลก อย่างเช่น ในตะวันออกกลาง (คือพวกปาเลสไตน์) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (คือพวกเขมร) และในอีกหลายรัฐที่เกิดใหม่ในทวีปแอฟริกา

==============================

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Dependent Territory : Colony

ดินแดนที่ไม่ได้ปกครองตนเอง : อาณานิคม

การถือครองดินแดนที่อยู่ห่างไกลของรัฐที่มีอำนาจอธปไตย อาณานิคมนี้จัดตั้งขึ้นมาได้โดยการตั้งนิคม การยกให้และการพิชิต การได้มาซึ่งอาณานิคมนี้บ่งบอกว่า เป็นการดำเนินนโยบายจักรวรรดินิยมที่ประสบความสำเร็จ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปเอเชียและดินแดนเกือบจะทั้งหมดของทวีปแอฟริกาได้ถูกเฉือนแบ่งกันเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี อิตาลี สเปน โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ อาณานิคมนี้แตกต่างจากดินแดนที่ไม่ได้ปกครองตนเองอื่น ๆ เช่น ดินแดนในอารักขา ดินแดนในเขตอิทธิพล และดินแดนที่เช่ามา ตรงที่เจ้าอาณานิคมมีอธิปไตยเต็มที่เหนืออาณานิคม

ความสำคัญ อาณานิคมมีประโยชน์แก่เจ้าอาณานิคม คือ เป็นตลาดสำหรับขายสิ่งประดิษฐ์ เป็นแหล่งวัตถุดิบและเป็นแหล่งการลงทุน เป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และเป็นแหล่งกำลังพลที่จะใช้ป้องกันประเทศ และเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิ และเป็นที่เชิดหน้าชูตาในฐานะเป็นมหาอำนาจ อย่างไรก็ดี ในกระบวนการรักษาและบริหารอาณานิคมของตน ๆ นั้น เจ้าอาณานิคมได้ทำให้ประชาชนที่อยู่ในปกครองสามารถอ่านออกเขียนได้ ได้รับการศึกษา มีความสามารถที่จะเปรียบเทียบสภาพของตนกับสังคมอื่น ๆ ในโลก และก็ยังได้นำลัทธิชาตินิยมมาด้วย ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจกับสถานภาพที่ต่ำต้อยของตน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อาณานิคมเกือบจะทั้งหมดต่างก็ได้เป็นรัฐเอกราชไปตาม ๆ ทั้งนี้โดยการเจรจาอย่างสันติกับประเทศเจ้าอาณานิคม โดยการใช้กำลัง หรือว่าโดยการประสานกันระหว่างสองอย่างนั้น

Dependent Territory : Leasehold

ดินแดนที่ไม่ได้ปกครองตนเอง : ดินแดนเช่ามา

ดินแดนที่ถูกใช้สอยโดยรัฐต่างประเทศ ภายใต้ข้อตกลงให้เช่ากับเจ้าอธิปไตยแห่งดินแดนนั้น การเช่านี้อาจจะเป็นการเช่าในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือเป็นการเช่าช่วงยาวนานก็ได้ การที่ผู้เช่าจะมีอำนาจเหนือดินแดนที่เช่ามากน้อยเพียงใดนั้น ก็จะมีการกำหนดไว้ในข้อตกลงเฉพาะเป็นกรณี ๆ ไป ข้อตกลงให้เช่านี้ บางทีก็ทำกันโดยอิสระด้วยความสมัครใจ แต่บางทีก็ใช้วิธีบังคับมากบ้างน้อยบ้าง ด้วยเทคนิควิธีการเช่านี่เองที่ทำให้มหาอำนาจสำคัญ ๆ ในทวีปยุโรปได้สิทธิทางการค้าในจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

ความสำคัญ การให้เช่าดินแดนนี้ เป็นการผ่อนปรนแก่ต่างชาติ จึงเป็นที่มาของความตึงเครียดและความขัดแย้งในยุคลัทธิชาตินิยมกำลังระบาดอยู่นี้ ตัวอย่างของการเช่าดินแดนแบบนี้ ได้แก่ อังกฤษเช่าเกาะเกาลูนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง และสหรัฐอเมริกาเช่าอ่าวกวนตานาโมในคิวบา ในความเห็นของพวกชาตินิยมเห็นว่า การให้ต่างชาติเช่าเช่นนี้ เป็นการจำกัดสิทธิในการใช้อธิปไตยเหนือดินแดน และเป็นการส่อแสดงถึงความสัมพันธ์แบบผู้สูงส่งกับผู้ต่ำต้อยซึ่งยอมรับไม่ได้

Elephantstay,Thailand,

Elephantstay,Thailand,
Llive,work and play with elephants