ชาตินิยม
ความรู้สึกในความเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือเจตจำนงของประชาชนที่จะดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของกลุ่มโดยการจัดตั้งเป็นสถาบันขึ้นมาในรูปแบบของรัฐ ชาตินิยมนี้สามารถทำให้เกิดเข้มข้นขึ้นมาได้โดยใช้ความผูกพันที่มีร่วมกันคือความผูกพันด้านเผ่าพันธุ์ ด้านภาษา ด้านประวัติศาสตร์ และด้านศาสนา ชาตินิยมนี้ตามปกติแล้วจะมีความสัมพันธ์กับดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ แนวความคิดเรื่องชาตินิยมนี้อาจจะมองได้ในแง่ของความสามารถของกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สามารถติดต่อสื่อสารระหว่าง กันได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งกว่าที่จะติดต่อกับกลุ่มภายนอกอื่น ๆ ปรากฏการณ์ชาตินิยมนี้ ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ก็คือมีลักษณะสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในกลุ่มที่แยกออกไปจากคนกลุ่มอื่น ๆ ของโลก ชาตินิยมนี้มีการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในยุโรปตะวันตก เมื่อได้มีการรวมตัวกลุ่มศักดินาต่าง ๆ เข้ามารวมอยู่ในอาณาจักรทั้งหลาย อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสและเกิดสงครามนโปเลียนขึ้นมาแล้ว ลัทธิชาตินิยมนี้ได้กลายมาอิงตัวบุคคลเป็นสำคัญแทนที่จะอิงรัฐเหมือนแต่ก่อน
ความสำคัญ ชาตินิยม ในฐานะที่เป็นอารมณ์มวลชน มีพลังทางการเมืองในเชิงปฏิบัติการที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในโลก เป็นความรู้สึกที่ช่วยทำให้รัฐเป็นจุดรวมศูนย์สูงสุดของความจงรักภักดีของบุคคลแต่ละคน ความจงรักภักดีนี้สามารถแสดงออกมาให้เห็นได้ และหากจะให้คนจงรักภักดีอยู่เสมอก็สามารถทำได้ ด้วยการใช้สัญลักษณ์ได้หลากหลายอย่าง เช่น มีวีรบุรุษแห่งชาติ มีเครื่องแต่งกายประจำชาติ มีการปฏิญาณ ตนของคนในชาติว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ มีวันหยุดประจำชาติ และมีวันสำคัญทางศาสนา เป็นต้น ชาตินิยมนี้ในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมระดับมวลชน ยังสามารถช่วยสร้างความสามัคคีกลมเกลียวและความรู้สึกความเป็นเจ้าของร่วมกันของคนภายในชาติได้ นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังเป็นตัวการก่อให้เกิดความเป็นศัตรู ความแบ่งแยก ความตึงเครียด และสงครามระหว่างกลุ่มชาตินิยมหรือกลุ่มรัฐต่าง ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กันได้ด้วย แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น แนวความคิดเรื่องชาตินิยมนี้เกิดขึ้นในยุโรปก่อน แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ลัทธิชาตินิยมนี้เป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกให้แก่มวลชนนับล้าน ๆ คนในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะจากการตกเป็นเมืองขึ้นไปสู่การเป็นดินแดนมีเอกราชในที่สุด สำหรับในรัฐเก่าแก่การปะทุขึ้นมาใหม่ของลัทธิชาตินิยมนี้ เป็นตัวการที่สร้างความอ่อนแอให้แก่การรวมตัวเป็นพันธมิตรของกลุ่มยุโรปตะวันตก และเป็นตัวการก่อให้เกิดการแตกแยกภายในกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ครั้งหนึ่งเคยแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเหนียวแน่น
Showing posts with label Nationalism. Show all posts
Showing posts with label Nationalism. Show all posts
Monday, October 19, 2009
Nationalism, Integral
ชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จ
ชาตินิยมในรูปแบบที่ยึดหลักพวกเราดีกว่าพวกเขาอย่างชนิดที่เด็ดขาด ผ่อนปรนไม่ได้ จะยกย่องรัฐให้เป็นศูนย์รวมสูงสุดของความภักดีของแต่ละคนภายในรัฐ ชาตินิยมแบบรวมศูนย์ หรือแบบเบ็ดเสร็จนี้ จะมุ่งอยู่ที่ความมั่นคงของรัฐจนเลยเถิดเกินพอดีไป จะมุ่งส่งเสริมอำนาจให้แก่รัฐตน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐอื่น และจะดำเนินนโยบายแห่งชาติโดยมุ่งหวังอยู่แต่ผลประโยชน์ตนที่คับแคบนั้น ชาตินิยมแบบเสรีนิยมได้เริ่มหลีกทางให้แก่ชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จนี้เมื่อตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยได้รับผลกระทบมาจากการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรม ทางด้านการค้า ทางด้านจักรวรรดินิยม และทางด้านการทหาร และเป็นผลมาจากการที่ประชาชนได้เพิ่มการกดดันให้รัฐหันมาปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางสังคมจากการแข่งขันกับต่างประเทศ ในทางประวัติศาสตร์นั้น ชาตินิยมแบบรวมศูนย์แบบเบ็ดเสร็จนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเมื่อตอนเกิดการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (ชาตินิยมในราชวงศ์) แต่ที่แสดงให้เห็นเด่นชัดที่สุด ก็คือตอนที่เกิดลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จของพวกฟัสซิสต์เมื่อทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1930 และทศวรรษหลังปี ค.ศ.1940 ปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้ได้ปรากฏให้เห็นหลากหลายแบบ เมื่อเกิดการแข่งขันทางด้านอุดมการณ์และการต่อสู้เพื่ออำนาจชาติในช่วงหลังสงครามโลครั้งที่ 2 มานี้
ความสำคัญ ชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จนี้ เน้นคนละที่กับชาตินิยมแบบเสรีนิยม ชาตินิยมแบบเสรีนิยมจะเน้นการสร้างประชารัฐ ส่วนชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จจะมุ่งให้รัฐเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ ในการแข่งขันกันกับผลประโยชน์และนโยบายของรัฐอื่น แต่เดิมมาเคยถือกันว่ารัฐเป็นผู้รับใช้ของประชาชน แต่ภายใต้ลัทธิชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จนี้ ต้องการให้ประชาชนปฏิบัติตนและเชื่อฟังรัฐให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยอ้างว่าเพื่อธำรงไว้และเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางอุดมการณ์ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป้าหมายในการปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ประชาชน
ชาตินิยมในรูปแบบที่ยึดหลักพวกเราดีกว่าพวกเขาอย่างชนิดที่เด็ดขาด ผ่อนปรนไม่ได้ จะยกย่องรัฐให้เป็นศูนย์รวมสูงสุดของความภักดีของแต่ละคนภายในรัฐ ชาตินิยมแบบรวมศูนย์ หรือแบบเบ็ดเสร็จนี้ จะมุ่งอยู่ที่ความมั่นคงของรัฐจนเลยเถิดเกินพอดีไป จะมุ่งส่งเสริมอำนาจให้แก่รัฐตน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐอื่น และจะดำเนินนโยบายแห่งชาติโดยมุ่งหวังอยู่แต่ผลประโยชน์ตนที่คับแคบนั้น ชาตินิยมแบบเสรีนิยมได้เริ่มหลีกทางให้แก่ชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จนี้เมื่อตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยได้รับผลกระทบมาจากการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรม ทางด้านการค้า ทางด้านจักรวรรดินิยม และทางด้านการทหาร และเป็นผลมาจากการที่ประชาชนได้เพิ่มการกดดันให้รัฐหันมาปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางสังคมจากการแข่งขันกับต่างประเทศ ในทางประวัติศาสตร์นั้น ชาตินิยมแบบรวมศูนย์แบบเบ็ดเสร็จนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเมื่อตอนเกิดการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (ชาตินิยมในราชวงศ์) แต่ที่แสดงให้เห็นเด่นชัดที่สุด ก็คือตอนที่เกิดลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จของพวกฟัสซิสต์เมื่อทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1930 และทศวรรษหลังปี ค.ศ.1940 ปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้ได้ปรากฏให้เห็นหลากหลายแบบ เมื่อเกิดการแข่งขันทางด้านอุดมการณ์และการต่อสู้เพื่ออำนาจชาติในช่วงหลังสงครามโลครั้งที่ 2 มานี้
ความสำคัญ ชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จนี้ เน้นคนละที่กับชาตินิยมแบบเสรีนิยม ชาตินิยมแบบเสรีนิยมจะเน้นการสร้างประชารัฐ ส่วนชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จจะมุ่งให้รัฐเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ ในการแข่งขันกันกับผลประโยชน์และนโยบายของรัฐอื่น แต่เดิมมาเคยถือกันว่ารัฐเป็นผู้รับใช้ของประชาชน แต่ภายใต้ลัทธิชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จนี้ ต้องการให้ประชาชนปฏิบัติตนและเชื่อฟังรัฐให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยอ้างว่าเพื่อธำรงไว้และเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางอุดมการณ์ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป้าหมายในการปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ประชาชน
Nationalism, Liberal
ชาตินิยมแบบเสรีนิยม
ความหวังของกลุ่มชนที่จะให้บรรลุถึงความเป็นรัฐที่สมบูรณ์ และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาโดยตั้งอยู่บนรากฐานของอธิปไตยปวงชน ชาตินิยมแบบเสรีนิยมนี้มีความเกี่ยวโยงทางปรัชญา กับการเสื่อมของระบอบการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาความชอบธรรมแก่การปกครอง ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบของการปฏิวัติในอเมริกาและการปฏิวัติในฝรั่งเศส เป็นการโยงใยไปถึงแนวความคิดแบบประชาธิปไตยต่าง ๆ กล่าวคือ การกำหนดแนวทางของการปกครองด้วยตนเอง ปัจเจกชนนิยม ระบอบรัฐธรรมนูญ สิทธิโดยธรรมชาติ และอธิปไตยปวงชน
ความสำคัญ ชาตินิยมแบบเสรีนิยม เน้นที่ความมีอิสระจากการครอบงำของต่างชาติ การปกครองตนเองและระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง เมื่อประชาชนหันมานิยมหลักการเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ก็ส่งผลให้เกิดการล่มสลายของจักรวรรดิสเปน ส่วนอิตาลีกับเยอรมนีต่างได้รวมตัวเองเป็นรัฐชาติได้สำเร็จ และในที่สุดระบอบราชาธิปไตยสามารถจะอยู่รอดได้เมื่อได้เปลี่ยนแปลงเป็นการปกครองแบบให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้วเท่านั้น รัฐให้ถือว่าเป็นผู้รับใช้ประชาชน ส่วนสงครามที่เคยเกิดขึ้นบ่อย ๆ นั้น ก็เป็นที่คาดหวังกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะไม่ต้องให้สงครามมารับใช้ผลประโยชน์ของเจ้าอธิปไตยแบบใหม่อีกต่อไป หลักการของชาตินิยมแบบเสรีนิยมนี้ ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พวกขบวนการเรียกร้องเอกราชในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ความหวังของกลุ่มชนที่จะให้บรรลุถึงความเป็นรัฐที่สมบูรณ์ และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาโดยตั้งอยู่บนรากฐานของอธิปไตยปวงชน ชาตินิยมแบบเสรีนิยมนี้มีความเกี่ยวโยงทางปรัชญา กับการเสื่อมของระบอบการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาความชอบธรรมแก่การปกครอง ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบของการปฏิวัติในอเมริกาและการปฏิวัติในฝรั่งเศส เป็นการโยงใยไปถึงแนวความคิดแบบประชาธิปไตยต่าง ๆ กล่าวคือ การกำหนดแนวทางของการปกครองด้วยตนเอง ปัจเจกชนนิยม ระบอบรัฐธรรมนูญ สิทธิโดยธรรมชาติ และอธิปไตยปวงชน
ความสำคัญ ชาตินิยมแบบเสรีนิยม เน้นที่ความมีอิสระจากการครอบงำของต่างชาติ การปกครองตนเองและระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง เมื่อประชาชนหันมานิยมหลักการเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ก็ส่งผลให้เกิดการล่มสลายของจักรวรรดิสเปน ส่วนอิตาลีกับเยอรมนีต่างได้รวมตัวเองเป็นรัฐชาติได้สำเร็จ และในที่สุดระบอบราชาธิปไตยสามารถจะอยู่รอดได้เมื่อได้เปลี่ยนแปลงเป็นการปกครองแบบให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้วเท่านั้น รัฐให้ถือว่าเป็นผู้รับใช้ประชาชน ส่วนสงครามที่เคยเกิดขึ้นบ่อย ๆ นั้น ก็เป็นที่คาดหวังกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะไม่ต้องให้สงครามมารับใช้ผลประโยชน์ของเจ้าอธิปไตยแบบใหม่อีกต่อไป หลักการของชาตินิยมแบบเสรีนิยมนี้ ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พวกขบวนการเรียกร้องเอกราชในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
Subscribe to:
Posts (Atom)